วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

63: วางทุกอย่างที่รู้ ไม่ต้องรู้ทุกอย่างถึงค่อยวาง


ภาพ:สนทนาธรรมยามเช้า (01.07.55)
วางทุกอย่างที่รู้ ไม่ต้องรู้ทุกอย่างถึงค่อยวาง
(องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช)

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

62: รวมอริยาบทต่างๆ วาระพุทธชยันตี

น้อมถวายภัตตาหาร (2 มิ.ย.)
น้อมถวายภัตตาหาร (4 มิ.ย.)

ภายหลังถวายภัตตาหาร

องค์ท่านมอบวัตถุมงคล (4 มิ.ย.)
สนทนาธรรมกลางแจ้งด้านหน้าหอฉัน (4 มิ.ย.)

เตรียมทำวัตรเย็น (4 มิ.ย.)

องค์ท่านให้โอวาท ญาติโยมนั่งภาวนาน้อมรับธรรม (4 มิ.ย.)

เมตตาจารองค์แรกแด่คุณเอิญ (4 มิ.ย.)
องค์ท่านจารให้ เป็นมั่นใจเกิน 100 (4 มิ.ย.)

61: ภาพสร้างพละ ๕ แด่ นรธ.และญาติธรรม

โมทนาสาธุกับท่านนครด้วยทุกประการครับ
ผมขออนุญาตลงภาพองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ ระหว่างก่อสร้างฐานประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก
จักทยอยลงภาพเต็มให้ชมลำดับต่อไป






ที่เตรียมประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก (กำลังดำเนินการ)

60: เสาอโศก

เนื่องในวาระพุทธชยันตี วิสาขบูชา 55 พระวิปัสสนาจารย์ได้ถวายเสาหินอโศก (จำลอง)
ที่ท่านได้อัญเชิญมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย
แด่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช





ล๊อกเก็ตหลวงพ่อพระพุทธเมตตา
ขอโมทนาสาธุยิ่งครับ
----------------------------------
เสาอโศก หรือ เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช (อังกฤษ: Pillars of Ashoka, ฮินดี: अशोक स्तंभ, อโศก สฺตํภ) เป็นเสาหินโบราณที่สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช พระมหาจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมารยะ ที่ปกครองอนุทวีปอินเดียในช่วงยุคพุทธศตวรรษที่ 4 พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างเสาหินทราย (ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า "เสาอโศก") ขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อระบุสถานที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา

เสาหินเหล่านี้สร้างโดยหินทรายจากเมืองจุณนา เมืองทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งถือได้ว่ามีคุณภาพดีที่สุดในสมัยนั้น โดยเสาทุกเสาจะมีหัวสิงห์แกะสลักประดิษฐานอยู่ เป็นสัญลักษณ์ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่องอาจดุจราชสีห์ และแผ่ไปไกลดุจเสียงแห่งราชสีห์ โดยตัวเสาจะมีคำจารึกถึงความสำคัญของสถานที่ตั้งเสาหรือประกาศพระบรมราชโองการของพระเจ้าอโศกมหาราช

เสาอโศกที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่ที่อารามหลวงแห่งเจ้ามัลละในเมืองเวสาลี เมืองสำคัญในสมัยพุทธกาล แต่เสาอโศกต้นที่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ เสาอโศกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสี สถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา เป็นเสาที่หักเป็นสี่ท่อน แต่ว่ารูปสลักรูปสิงห์สี่ทิศบนเสายังคงมีสภาพสมบูรณ์ ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้นำรูปสลักที่เสานี้มาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ รูปพระธรรมจักร 24 ซี่ ได้ถูกนำไปประดิษฐานในธงชาติอินเดีย และข้อความที่จารึกไว้โดยพระเจ้าอโศกว่า "สตฺยเมว ชยเต" (คำแปล: ความจริงชนะทุกสิ่ง) ได้กลายมาเป็นคำขวัญประจำชาติอินเดียในปัจจุบัน

เดิมนั้น เสาอโศกมีอยู่ทั่วพระราชอาณาจักรของพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ต่อมาได้ถูกทำลายลงทั้งจากมนุษย์และภัยธรรมชาติ คงเหลือเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้นที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ในปัจจุบัน

หัวเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เมืองเวสาลี

หัวเสาพระเจ้าอโศกมหาราชที่สารนาถ

รูปเสาอโศกซึ่งใช้เป็นตราแผ่นดินของอินเดีย

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

59: อาจาริโยวาท


โอวาทขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์(พ.สุรเตโช) ท่านได้เมตตาแสดงไว้ในวาระที่ได้ไปที่ภูดานไห เพื่อเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติแก่นักรบธรรมและญาติธรรม ในเรื่องการแสดงออกของผู้มีธรรม

ผู้มีธรรมอยู่ประจำจิต เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ จะแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความเชื่อฟัง ไม่ดื้อ หรือแสดงความอวดรู้ อวดฉลาด ออกมาต่อหน้าผู้ใหญ่ วางตนให้ผู้ใหญ่รัก เมตตา เอ็นดู เสมือนเด็กน้อยเมื่อเข้าหาผู้ใหญ่

หากอยู่ในสมณเพศเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีอาวุโสพรรษากว่าก็จะเหมือนดั่งเป็นเณรน้อย มีความเคารพนบนอบ มีความสำรวม ระวังกิริยา วาจา แม้นว่าตนนั้นจะเป็นถึงครูบาอาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ก็ไม่ถือตัวถือตนในความเป็นครูเป็นอาจารย์ ไม่แสดงความโอ้อวด อวดเก่ง หรือยโสโอหัง จิตไม่มีความพยศอย่างนั้นออกมาเลยแม้แต่น้อย

แต่เมื่อยามอยู่กับลูกศิษย์ หรือผู้น้อย ก็แสดงออกถึงความมีเมตตา ความเป็นครูอาจารย์อย่างอาจหาญ สง่างามเต็มภูมิสมกับการเป็นครู เป็นอาจารย์ ที่คนให้การยอมรับนับถือยกย่อง
ผู้ที่แสดงออกถึงภูมิรู้ภูมิธรรม ด้วยอวดอ้างสิ่งที่ไม่มีในตน ไม่ได้ซึ่งคุณธรรม คุณวิเศษ มีเจตนาเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น ชื่อเสียง ลาภสักการะ ความเคารพยกย่อง เขาผู้นั้นกำลังดำเนินไปสู่หนทางแห่งความเสื่อม ความวิบัติ

ในสมณเพศ หากได้ประกาศหรือแสดงคุณธรรมที่ไม่มีในตน อวดอ้างว่า ได้สมาธิ ได้ฌาน สมาบัติ ได้วิโมกข์ ได้วิมุตติ ได้มรรคได้ผล ประกาศออกไปด้วยเจตนาอยากได้ชื่อเสียง ลาภสักการะ หรือประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตน พระวินัยบัญญัติ ท่านปรับอาบัติเป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ ซึ่งเป็นการอวดอุตริมนุษย์ธรรมหรือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ซึ่งตนไม่มีอยู่จริง

ผู้ที่ไม่มีคุณธรรม คุณวิเศษ แต่เข้าใจว่าตนได้คุณธรรม ได้ฌาน สมาบัติ ได้วิโมกข์ ได้มรรค ได้ผล อาจเพราะเกิดนิมิต เกิดความรู้สึก เกิดความอัศจรรย์ภายในใจ จากอุปาทาน จากความไม่รู้ หลงผิดคิดว่าตนนั้นสำเร็จมรรคผล ได้คุณธรรมนั้นจริง ท่านก็ไม่ปรับอาบัติเป็นปาราชิกเพราะความหลงผิด เข้าใจอย่างนั้น แต่ต่อมาได้ทราบในภายหลัง เพราะได้ฟังธรรม ได้เห็นว่ากิเลสตนเองยังคงมีอยู่ ยังคงชุ่มอยู่
ความหลงผิด หรือความหลงดีดังกล่าว ก็จะนำพาตนเองให้เสื่อม คือ เสื่อมจากความดี เกิดทิฐิมานะ หลงตัวหลงตน ไม่เชื่อฟัง ไม่ลงให้กับครูอาจารย์ เพราะคิดว่าตนเองเก่งแล้ว ดีแล้ว วิเศษแล้ว ไม่นำพาต่อการประพฤติปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้งในอริยสัจจธรรม ก็จะอันตรายต่อตนเองและผู้ที่จะตามมาศึกษา

การแสดงออกว่าตนนั้นมีคุณธรรม หรือคุณวิเศษนั้น แม้มีอยู่จริง แต่ได้ประกาศออกไปด้วยเจตนาเพื่อลาภสักการะ ชื่อเสียง หรือประโยชน์แก่ตน ในพระวินัยบัญญัติท่านก็ปรับอาบัติเพียงแค่ปาจิตตีย์
แต่ผู้ที่ได้คุณธรรมจริงๆท่านมักจะไม่แสดงออกอย่างนั้น เพราะจิตของท่านจะไม่มีความโอ้อวด ไม่มีมารยาหรือความเคลือบแฝงด้วยผลประโยชน์ใดที่จะเกิดแก่ตน ท่านจะปกปิดภูมิธรรมของตน แต่หากเห็นว่าเพื่อให้เกิดกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติ ให้เกิดคุณประโยชน์แก่คนทั้งหลายให้เขาเหล่านั้นได้ประโยชน์มากๆ ท่านก็อาจสงเคราะห์ตามวาระโอกาส

การแสดงออกซึ่งความรู้ของตนนั้น พึงระลึกเสมอว่ายังมีผู้ที่เหนือกว่าตน มีความรู้ยิ่งกว่าตน ท่านจะรู้จะเห็นได้ สัมผัสได้ว่าจริงหรือหลงทาง พระอริยเจ้า ท่านมีญาน มีความรู้อย่างกว้างขวาง ท่านนั้นรู้ยิ่งกว่าเรารู้ แม้แต่กระทั่งตัวเราเอง ท่านยังรู้ตัวเรายิ่งกว่าเรารู้ตัวเราเองเสียอีก การแสดงออกซึ่งความอวดรู้ ผู้ที่ไม่เข้าใจอาจจะหลงเชื่อตามคำอวดอ้าง เพราะเป็นสิ่งภายในที่ไม่อาจเห็นกันได้ แต่ไม่ควรลำพองใจว่าเรารู้มากกว่าคนอื่น ควรเกรงใจผู้ที่เหนือกว่าเรา ผู้ที่รู้ยิ่งกว่าเรา จะเป็นการแสดงความไม่มีอะไรของเราออกมาให้ท่านเห็น จะเป็นที่ตำหนิเอาได้


แต่ถ้ารู้จริง ได้คุณธรรมจริง ท่านก็ยอมรับโดยธรรม ทั้งยังรับรอง ส่งเสริม โดยไม่ปิดบัง คัดค้าน แต่ถ้ารู้ไม่จริงท่านก็จะไม่ยอมรับ จะรับไม่ได้
การรับรู้รับฟัง การเชื่อ ในเรื่องราวต่างๆต้องใคร่ควรไตร่ตรองถึงเหตุและผล ไม่ใช่เชื่อเพราะคำอวดอ้าง เพราะบุคคลนั้นเป็นคนน่าเชื่อถือ อยู่ในฐานะที่น่านับถือ เป็นที่เคารพยกย่อง นับหน้าถือตาของคนมากมาย หรือผู้นั้นอาจเป็นผู้ที่มีทักษะในการโน้มน้าว จนน่าเชื่อถือ
เราก็มีหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านให้นำมาพินิจพิเคราะห์ ใคร่ควรไตร่ตรอง จะได้ไม่นำพาตนเองไปสู่ความลุ่มหลง เดินทางผิดนี้เป็นโอวาท ข้อคิดเตือนใจให้สำรวมระวัง เพื่อไม่นำพาตนไปสู่ความเสื่อม ความเสียหาย
การขนาบ หรือสั่งสอน ก็ด้วยความรัก เมตตา ท่านว่าถ้าเป็นลูกศิษย์ครูอาจารย์กัน ก็ต้องลงให้กัน ขนาบกันได้ ด้วยว่าอยากให้ได้ดี และสิ่งที่ท่านเมตตาชี้แนะสั่งสอนนั้นก็ด้วยความรู้ที่กลั่นกรองมาแล้วว่าถูกต้องและดีที่สุด
นำมาถ่ายทอดแบ่งปันเท่าที่พอจะจดจำมาได้ อาจไม่ละเอียด ลึกซึ้งและครบถ้วน ดังถ้อยธรรม คำโอวาท ที่ท่านได้เมตตาสั่งสอน แต่ก็คงจะได้รับรู้พอเป็นสังเขป ที่จะนำไปเป็นข้อคิดเตือนใจ ในการดำเนินตามแนวทาง ปฏิปทาขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ ในการประพฤติปฏิบัติได้นะครับ

ขอมีความเจริญในธรรม
นรธ.ภูเบศวร์

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

58: ภาพในอดีต

ในวาระช่วงวันมหามงคล(วันฉัตรมงคล,วันพืชมงคล)ที่ผมได้มาที่ ภูดานไห
มีโอกาสได้ชมภาพในอดีตขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์(พ.สุรเตโช) ซึ่งน่าจะประมาณพ.ศ.2547
เป็นภาพในช่วงที่ท่านได้ปฏิบัติอยู่ในป่าเขา เงื้อมถ้ำ
จึงกราบขออนุญาตองค์ท่านได้นำภาพมาแบ่งปันให้เพื่อนนักรบธรรมและเพื่อนสายธรรมได้ชม

เพื่อเป็นกำลังใจและเพื่อนำมาเป็นแบบอย่างของความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และทำจริง

ธรรมเป็นของจริง ต้องเป็นคนจริงและทำจริง จึงจะได้พบของจริง





"เรากล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ เราไม่กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นกล้าทำ

เราหยุดในสิ่งที่คนอื่นไม่หยุด เราไม่หยุดในสิ่งที่คนอื่นหยุด"

น้อมศิรวาท ณ เบื้องบาท
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
กราบ กราบ กราบ (นรธ.ภูเบศวร์)